วันพุธที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2555

การหามูลค่าที่เเท้จริงของบริษัทเเบบอย่างง่าย

     
        สิ่งเเรกเลยที่ต้องให้ความสำคัญคือต้องรู้จักบริษัทนั้นเเละมองเเนวโน้มระยะยาวให้ออก (อย่างที่เคยบอกในบทความที่เเล้ว) เเละต้องให้ความสำคัญกับการเติบโตของกำไรอย่างสม่ำเสมอ ง่ายๆคือ บริษัทมันต้องทำกำไรให้ได้ตลอดไม่ลดลง เเต่อาจจะเพิ่มขึ้นหรือเท่าเดิม ก็ได้ครับ

ดังนั้น    ราคาหุ้นที่เเท้จริง = กำไรต่อหุ้น( EPS ) x PE ( Price Earning ) 

         สูตรนี้ใช้ได้กับหุ้นทุกตัวในตลาดครับยกตัวอย่าง หุ้นA ราคา 100 บาท มี EPS 10 มี PE 10 เท่า แปลว่าในอนาคตหุ้น A จะมีกำไร 10 ไปตลอดครับ(จาก PE 10 เท่า)

         แต่ก็ต้องเท่าใจด้วยนะครับว่า EPS ของหุ้นบางตัวอาจจะสูงขึ้นเเค่ปีเดียวเพราะมาจากกำไรพิเศษ อย่างเช่น ปกติมี EPSเเค่ 5 เเต่ EPS มีค่าเพิ่มมาจากกำไรพิเศษเป็น 10 ดังนั้น ถ้าPE 10 เท่าด้วยเเล้ว เมื่อนำมันคิด จะได้มูลค่าที่เเท้จริงเท่ากับ 100 บาท เเต่พอในมีถัดไป EPS กลับมาเหลือเท่าเดิม คือ 5 ดังนั้นเมื่อนำ PE มาคูณ ค่ามูลค่าที่เเท้จริงก็จะเท่ากับ 50 บาท บวกกำไรส่วนเพิ่มของราคาของไป (Permium) 5 บาท ราคาที่เเท้จริงจึงเท่ากับ 55 บาท ดังนั้นราคาก็จะลงจาก 100 มาเหลือ 55 บาท ต้องระวังตรงนี้ด้วยนะครับ

ดังนั้น การหามูลค่าที่เเท้จริงให้ใช้สูตรง่ายๆเเค่นี้นะครับ เเต่ต้องมองให้ออกว่า EPS ตลอดทั้งปีควรจะเป็นเท่าไหร่ เเละตลาดให้ PE สูงเเค่ไหน ครับ

ยกตัวอย่าง BGH สิ้นปี EPS จะประมาณ 3.8-4.2 บาท ตลาดให้ PE 30 เท่าดังนั้นเเล้ว BGH จะมีมูลค่าที่เเท้จริงประมาณ 114-126 บาทครับ  เเต่ก็ต้องเข้าใจด้วยนะครับ ว่าเป็นการประมาณขึ้นมา อาจจะน้อยกว่านี้หรือมากกว่านี้ ก็เป็นได้ครับ

ดังนั้นสรุป ก็คือ ถ้าจะซื้อหุ้น ให้ดู EPS ควรหาให้ได้ว่าบริษัทจะทำกำไรได้สม่ำเสมอหรือไม่ ให้ดูงบการเงินย้อนหลังว่ากำไรเพิ่มขึ้นทุกปีๆรึป่าวเเต่ไม่ควรลดลง ต้องเข้าใจรายได้ที่บริษัททำเป็นรายได้ปกติ หรือรายได้พิเศษมาจากไหนรึป่าวอย่างเช่นขายที่ดิน ขายทรัพย์สิน เเละที่สำคัญมองเเนวโน้มข้างหน้าให้ออกครับ

By Poc Udomwit

วันจันทร์ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2555

อยากจะสู้กับเจ้าอะ....ตูจะสู้ได้ม่ะ

            ในหนังสือหุ้นทั่วๆไปมักจะพูดราคาหุ้นในราคายาวจะวิ่งขึ้นลงไปควบคู่กับผลประกอบการของบริษัท เเต่ในระยะสั้นๆหุ้นมักจะสวิงตัวตามข่าวหรือตัวเลขอะไรซักอย่างที่ออกมา ดีหรือไม่ดีหุ้นก็เหวี่ยงเเล้ว (ขี้วีน ฮ่าๆ) อย่างไรก็ตามเป็นที่เรารู้กันว่าหุ้นเเต่ละตัวมีเทพนั่งดูอยู่ เเละดูเหมือนว่าจะมีการทำราคาอย่างที่เม่าน้อยๆ พูดถึงกันนั้นคือ เจ้ามือ นั้นเอง

           (นอกเรื่องหน่อย) ในยุคสมัยก่อน เม่าน้อยยังไม่มีความรู้อะไรมากมายเรื่องปรากฏการณ์ธรรมชาติ พอฝนตก(หุ้นตก) ฟ้าร้อง(สร้างข่าว) ฟ้าผ่า(ลากทำราคา) สึนามิ(ทุบ) เม่าในยุคนั้นก็คิดกันไปว่าเป็นฝีมือของเทพบ้าง ผีมาหลอกบ้างอะไรบ้าง ตามความเชื่อว่าพวกนั้นเป็นผู้กระทำ ทั้งหมดนี้ไม่แตกต่างจากตลาดหุ้นเรยครับ
           ในเเง่ของตลาดหุ้นเม่าน้อยจำนวนมากเชื่อว่าหุ้นเเต่ละตัวมักมีเทพดูอยู่ วันไหนที่เทพลงมาประทับหุ้นก็จะวิ่งกระฉูด วันไหนเทพพิโรธเม่าก็ไส้แตก เข็ดขยาดกันไป จิงอยู่เทพเหล่านั้นที่เม่าน้อยพูดถึงคือ รายใหญ่นั้นเอง ซึ่งอาจจะมาเดี่ยว หรือ กลุ่มก็ได้ เเต่มุมมองความเชื่อเหล่านี้ทำให้เม่าน้อยไม่คิดว่าจะสามารถหาญกล้าไปสู้กะเทพได้

    ฮ่าๆ เด๋วผมจะจำลองกันให้ดูคับ ในตำนานเราอาจจะมีเม่าน้อยๆที่อาจหาญกล้าประชันกับเทพ เช่น กองทัพเม่าเเห่งโอเลมปัส ที่ไปล้ม เทพไททั่น(บ้าหนัง) เหมือนมนุษย์โลกไปบุก แอสการดเเล้วเอาไม้ไปจิ้ม ธอร์(มันจะตายมั๊ยเนี่ย) แต่ทว่าตลาดหุ้นบ้านเราไม่ใช่เทพนิยาย หนทางที่จะเอาชนะเจ้ามือ คือตีซี้กะเทพ เเละสู้ไปด้วย ไอเดีย

ในมุมของเม่าน้อยๆคือ นักลงทุนตัวเล็กที่มีเงินลงทุนน้อยนิด



สิ่งที่เราเห็นในตลาดคือ เม่าน้อยๆพยายามงัดข้อกับเจ้า สู้ตายทั้งทีเสียเปรียบ


สิ่งนั้นเกิดขึ้นทุกวัน เเละผลลัพธ์ เเม่งเเพ้ต๊ลอด



อย่างไรก็ตามถ้าย้อนกลับไปดูว่าเจ้าเป็นคัย เราก็จะพบว่ามันก็คือเจ้ารายใหญ่ๆ หลายๆตัวที่มีเงินมากๆรวมตัวกัน ซึ้งเรามักจะมีอคติเเล้วคิดไปเองว่ามันฮั๊วกัน และปั่นราคา ผมเองก็ไม่รู้ว่ามีกรณีเช่นนี้มีมากน้อยเเค่ไหน เเต่เชื่อว่ารายใหญ่ที่มันเทพอะ มักมีความฉลาดเเละมองภาพคล้ายๆกัน เช่น ตีความข่าวได้ว่าจะมีผลต่อราคาหุ้นอย่างไร ซึ่งนักลงทุนชั้ยเชียนก็มักจะรวมอยู่ในพวกเทพนี้ด้วย


            เเม้ที่มาอาจจะไม่เหมือนกัน คือพวกหนึ่งดี (ไอรอนเเมน) ส่วนอีกพวกหนึ่งเลว (โลกิ) เเต่ผลลัพธ์ไม่ต่างกันมากนัก เพราะทำให้เกิดการกระจุกตัวของตลาด เป็นผลให้ Demand หรือ Supply ขนาดใหญ่วิ่งไปในทิศทางเดียวกัน เเล้วบ่อยครั้งที่พวกเจ้ามือนะ จะเข้าเนียนและออกไว การพยายามตีซี้ หรือตามเเห่นั้น จึงมักทำให้เม่าน้อย หนาวดอย ห้าๆ

            เเต่ทางรอด นึ่งของเม่าถ้าหากคิดว่าเม่าน้อยๆอย่างเราๆสามารถรวมพลังกันอะ เเบบในหนัง ไรเเบบนี้ได้ในเเบบที่เจ้ามือทำ เม่าก็จะสู้กับเจ้ามือได้



              ผมตั้งข้อสงสัยว่าถ้าเม่าน้อยๆ หลายตัวมารวมกลุ่มกันได้ใหญ่พอ บางทีอาจจะใหญ่กว่ากลุ่มเจ้ามือเดิมก็ได้ มาถึงตรงนี้เริ่มน่าสนใจเนาะ เพียงเเต่ยังคิดอยู่ว่า เเล้วเราจะรวมตัวกันได้อย่างไร
ความจิงเเล้วเคล็ดลับนี้ปรากฏให้เห็นอยู่ที่บรรทัดเเรกที่ผมเขียน

เคล็ดลับนี้คือ ซื้อขายหุ้นตามเเนวโน้มระยะยาวงัยหละ คุณอาจจะบอกว่า เเล้วตูจะไปรู้ได้งัยกันว่าระยะยาวมันจะไปทางไหน มันยากมากหว๊ะ ผมจะบอกว่ามันไม่ยากเรยครับ เพียงเเต่มองไปที่ปัจจัยพื้นฐานเเล้วตีความให้ได้ว่าหุ้นตัวนี้ดีหรือไม่ดี บริษัทมีผลประกอบการดีอย่างต่อเนื่องหรือไม่ การที่เราคาดการณ์ผลประกอบการระยะยาวได้ ก็เท่ากับเราหาเเนวโน้มระยะยาวของราคาหุ้นได้แล้ว ด้วยเห็ตนี้จึงไม่ลงทุนเลย ถ้าคาดการณ์ไม่ได้ว่าผลประกอบการของบริษัทใน3-5 ปีข้างหน้าจะเป็นอย่างไร บริษัทพวกนั้นผมปล่อยคับ คัยอยากลองของก็เล่นไปครับ


           ปัจจัยพื้นฐานของหุ้นเป็นภาพที่เม่าน้อยๆ จะเห็นได้ร่วมกัน เเล้วเป็นทีเด็ดที่จะเอาชนะเจ้ามือได้ เพราะเมื่อไหร่ที่เจ้ามือลากหรือลุบหุ้นสวนทางกับปัจจัยพื้นฐานเเล้วล่ะก็ โอกาศที่เจ้ามือจะเจ๊งก็มีเหมือนกัน

           เพียงเเต่เราเองอย่าไปเล่น หุ้นตัวเล็กที่ผลประกอบการห่วยเเตก เเต่ลากๆทุบๆได้ง่ายก็เเล้วกันครับ ไม่งั้นอาจจะโดนเทพพิโรธลงทัณฑ์ได้ครับ

By Poc Udomwit